วิธีดูแลบัวกระถางให้สวยเสมอ

บัว เป็นไม้น้ำชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ด้วยความงดงามของดอก ทั้งสวย และมีมากหลาหลายสี สามารถทำให้สวนของบ้านคุณสดใส พร้อมๆกับสร้างความชื่นได้ในเวลาเดียวกันอีกด้วย มีหลายคำถามจากผู้ชื่นชอบบัว ว่าตอนซื้อมานั้นแสนจะสวยงาม พอมาอยู่ที่บ้านเราได้ไม่นานก็ไม่เคยเห็นดอกเจ้าบัวสีอีกเลย อีกทั้งใบเอยก็เล็กลงเรื่อยๆ จริงๆแล้วการดูแลรักษาบัวให้สวยงามนั้นไม่ใช่เรื่องยากค่ะ เพียงแต่คุณต้องรู้เคล็ดลับของการบำรุงรักษาและความใส่ใจอีกนิดเท่านั้นเอง ค่ะ

      บัว ก็เหมือนสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่ไม่ได้ต้องการเพียงน้ำอย่างเดียว แต่บัวยังต้องการสารอาหาร หรือปุ๋ยมาสร้างเสริมเติมแต่ง ช่วยให้บัวพันธุ์ดี คงความงดงาม และให้ดอกสม่ำเสมออีกด้วยค่ะ มาดูเคล็ดลับง่ายในการเลี้ยงบัวกันค่ะ

 

1. บัวต้องการปุ๋ยเพื่อความเจริญงอกงามและให้ดอก โดยการใช้ปุ๋ยเม็ดสูตร 16-16-16 หรือ 12-24-12 ห่อด้วยกระดาษทิซชูและฝังลงในดิน ส่วนมากนิยมสูตรเสมอ 16-16-16 ให้เดือนละครั้ง และที่ขาดไม่ได้คือ คุณต้องหมั่นริบใบเสีย หรือใบเน่า เจ้าพวกเศษใบไม้ สาหร่าย หอยตัวเล็ก ที่มาคอยกัดกินใบก็ต้องคอยดูเสมอค่ะ สำคัญที่สุดคือ บัว เป็นไม้น้ำที่ชอบแดดเหลือเกิน เมื่อปลูกไปได้สักพักจนโตเต็มที่แล้ว คุณต้องเอาเค้ามาโดนแดดกลางแจ้ง ยิ่งได้แดดมาก บัวยิ่งงดงามค่ะ ไม่เชื่อลองสังเกตบัวตามเกาะกลางถนนสิคะ ไม่มีใครใส่ใจเท่าไหร่ รับเพียงแดดยังอวดช่อชูดอกกันสะพรั่งปานนั้น

ถ้า เห็นว่าบัวมีอาการชะงักงันไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร สาเหตุเกิดจากดินในกระถางเน่าเสีย น้ำไม่ะอาดและมีกลิ่นเหม็น ต้องนำบัวขึ้นมาล้างราก และตัดให้สั้น เปลี่ยนดินใหม่และปลูกใหม่ เป็นดิน 1 ใน 3 ของกระถาง บัวจะเจริญงอกงามและให้ดอกสม่ำเสมอ ถ้าบัวแตกกอใหญ่ ก็ต้องเปลี่ยนกระถางให้ขนาดใหญ่กว่าเดิม เหมือนเสื้อที่คับไปน่ะค่ะ ก็จะทำให้เค้าไม่สบายตัว

บัวไม่ชอบหน้าหนาว จึงมีอาการพักตัวหยุดเจริญงอกงามในบางพันธุ์ อย่าตกใจค่ะเพราะเป็นธรรมชาติของบัว ช่วงนี้ถ้าเป็นบัวปลูกมานานแล้ว ควรเปลี่ยนดินเปลี่ยนกระถางไปด้วยเลยก็จะเหมือน refresh ให้เค้าสดชื่นขึ้นใหม่อีกครั้งค่ะ

โรค แมลง ศัตรูของสวนสวย

ต้นไม้ ที่เราเลี้ยงดู ไม่ใช่เพียงให้น้ำให้แสงสว่างเพียงอย่างเดียว ยังมีโรคและศัตรูพืชต่างๆคอยเบียดเบียนการเติบโตงอกงามของต้นไม้ของคุณอีก ด้วย คนรักต้นไม้จึงต้องดูแล เอาใจใส่ต้นไม้ของคุณ โดยการเฝ้าสังเกตุอาการที่เกิดขึ้น โรคดังกล่าวจะได้แก้ไขได้ทันท่วงที ไม่ใช่ปล่อยให้โรคระบาดจนยากเกินเยียวยาค่ะ เชื้อโรคที่เป็นตัวก่อให้เกิดความเสียหายแก่ไม้ประดับและที่เราพบเห็นกัน อยู่ทั่วไป มีอยู่ด้วยกัน 3 ประเภท ได้แก่

      เชื้อรา เชื้อรานั้นมีอยู่ทั่วไปในธรรมชาติ สามารถที่จะเข้าทำลายพืชได้เกือบทุกชนิด เมื่อมันอยู่ในภาวะที่เหมาะสม อาการของพืชที่ได้รับเชื้อราเข้าไปจะแสดงอาการให้เห็นเมื่อได้รับความชื้น โดยเฉพาะในพืชที่กำลังเจริญเติบโตหรือกำลังงอกออกจากเมล็ดใหม่ ๆ อาการที่พบโดยทั่วไปคือ จะมีรอยฉ่ำ น้ำเน่า เหี่ยว ถ้ามีอาการมากก็จะถึงตายได้ ไม้ประดับที่ปลูกในสภาพที่อุณหภูมิต่ำและมีความชื้นสูง มีโอกาสที่จะถูกทำลายจากเชื้อราได้ง่ายที่สุด การป้องกันกำจัดนั้นทำได้โดยกรควบคุมธรรมชาติและการใช้สารเคมี เช่นแคบแทนและไดโนแคป ฉีดพ่นตามอัตราที่ระบุไว้ในฉลาก

 

          เชื้อไวรัส โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส เป็นโรคที่รักษาได้ยากมากส่วนใหญ่มักจะตัดส่วนที่เป็นโรคหรืออาจทำลายทั้ง ต้น โดยการเผาก็ได้ อาการที่พบอยู่บ่อย ๆ คือ อาการที่ใบและลำต้น จะมีจุดเขียวคล้ำ ใบหงิกงอหรือใบด่าง มีผลทำให้เนื้อเยื่อในส่วนที่ถูกทำลาย ค่อย ๆ ตายลงที่ละน้อย การเข้าสู่พืชของเชื้อไวรัส จะอาศัยแมลงปากดูด เพลี้ยต่างๆ หรือบางครั้งอาจติดมากับวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้งานก็ได้
      เชื้อแบคทีเรีย โรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียนี้ การรักษาส่วนมากมักจะไม่ทันการณ์ เพราะเชื้อจะแพร่เข้าไปตามท่อน้ำและท่ออาหารของพืช ทำให้มีผลต่อทุกส่วนของพืช การหาทางป้องกันดูเหมือนจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด โดยการสร้างสภาวะให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืชและควรทำลายต้นพืชที่ได้ รับเชื้อเข้าไป โดยการเผาทำลายทั้งต้น อย่าทำลายเพียงเฉพาะส่วนหนึ่งส่วนใด

ความเสียหายที่เกิดจากแมลง

          แมลงที่ทำความเสียหายให้แกต้นไม่นั้น สามารถที่จะแยกออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ แมลงปากกัด และแมลงปากดูด

          แมลงปากกัด การทำลายของแมลงจำพวกนี้ จะแสดงอาการให้เห็นอย่างรวดเร็ว เช่น กรณีที่เข้าทำลายใบ จะทำให้ใบขาดแหว่งหรือเป็นรูพรุนเต็มไปหมด ซึ่งถ้าหากจำนวนของแมลงที่เข้าทำลายมีมากและกัดกินใบจนหมด พืชจะชะงักการเจริญเติบโต แคระแกรน ส่วนแมลงปากกัดบางชนิดที่เข้าทำลายโดยการกัดแทะที่เปลือก ซึ่งส่วนนี้จะทำลายท่อลำเลียงน้ำและอาหาร ทำให้พืชเหี่ยวเฉาเพราะขาดน้ำขาดอาหาร และอาจตายในเวลาต่อมา แมลงจำพวกนี้คือ ด้วง หนอนเจาะสมอ ตั๊กแตนและยังมีหอยทาก และทากที่คอยทำลายเปลือกของต้นไม้อีกด้วย การใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดนั้น อาจใช้มาลาไธออน พาลาไธออน อโซดรินหรือไดอาซินอน ฉีดพ่นตามอัตราที่ระบุไว้ในฉลาก

          แมลงปากดูด การเข้าทำลายของแมลงปากดูด ในพืชนั้นจะเข้าทำลายในส่วนของใบ บางชนิดจะทำลายทั้งต้น ยอดและดอก โดยการดูดกินน้ำเลี้ยง ความเสียหายจากการทำลายจะค่อยเป็นค่อยไป ถ้าไม่สังเกตให้ดีมักจะไม่พบอาการเริ่มแรก ที่แมลงพวกนี้เข้าทำลาย พืชที่ถูกทำลายจะมีกาการแคระแกรน ใบหงิกงอและตายในที่สุด แมลงในกลุ่มนี้ได้แก่ เพลี้ยแป้ง เพลี้ยหอย เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ ไรแมงมุมแดง และแมลงหวี่ขาว เป็นต้น การใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดนั้ อาจใช้มาลาไธออน พาลาไธออน ไดอาซินอนหรืออโซดรินฉีดพ่นก็ได้ หรืออาจใช้ยาดูดซึมก็ได้ โดยใช้ไซกอนละลายน้ำรดให้ทั่วโคนต้น ตามอัตราที่ระบุไว้ในฉลาก ในการใช้สารเคมีหรือการ้องกันกำจัดโรคและแมลงนั้น ผู้ใช้จะต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะสารเคมีที่ใช้นั้น บางชนิดมีผลต่อร่างกายของมนุษย์สูงมาก เพราะฉะนั้นผู้ใช้จะต้องปฎิบัติตามคำแนะนำ ที่ระบุไว้ในฉลากอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น

พันธุ์ไม้ประจำจังหวัด สุราษฎร์ธานี

ชื่อพันธุ์ไม้ ดอกบัวผุด

ชื่อสามัญ Sapria Himalayana

ลักษณะทั่วไป เป็นพืชกาฝากที่อาศัยน้ำเลี้ยงจากรากของเถาวัลย์น้ำอย่าง “ส้มกุ้ง” หรือ “เครือเขาน้ำ” ไม่มีใบ ไม่มีลำต้น มีเพียงดอกสีแดงประแต้มเหลืองใหญ่ราว 10 ซม. โผล่ขึ้นมาจากดินเท่านั้